หมวดข้อมูลเกี่ยวกับพระราชพิธีเบื้องปลาย 

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ไทยนับแต่โบราณ นอกจากการเสด็จพระราชดำเนินทางบก ที่เรียกว่า “พยุหยาตราทางสถลมารค” แล้ว
ยังมีการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ ที่เรียกว่า “พยุหยาตราทางชลมารค” เป็นเส้นทางการคมนาคมที่สำคัญยิ่งเช่นกัน 
การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสืบทอดต่อกันมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์
 
ในยามบ้านเมืองปราศจากศึกสงคราม ได้ใช้เรือรบเหล่านี้ตกแต่งอย่างสวยงาม มีการประโคมดนตรีไปในขบวนเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน
ความสนุกสนาน ความฮึกเหิม และเป็นการฝึกซ้อมกำลังพลฝีพายด้วยเช่นกัน 
 
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นริ้วขบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เช่นการเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี
การต้อนรับทูตานุทูตประเทศต่าง ๆ และประกอบในพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน  พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้น
 
 
ตามที่มีประกาศสํานักพระราชวัง เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๒ เรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ให้มีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ประชาชนได้สัมผัสไปแล้ว เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒
และประชาชนจะได้สัมผัสขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒นับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
 
การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นพิธีเบื้องปลาย
มีการจัดรูปขบวนเรือพระราชพิธี จํานวน ๕๒ ลํา กําลังพลฝีพาย จํานวน ๒,๒๐๐ นาย แบ่งออกเป็น ๕ ริ้ว ๓ สาย ดังนี้
 
 
 
ริ้วสายกลาง ซึ่งเป็นเรือสายสำคัญประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง ๔ ลำมีเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ ๙
และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ นอกจากนี้มีเรืออีเหลืองเป็นเรือกลองนอกเรือแตงโมซึ่งเป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือเป็นเรือกลองในพร้อมด้วยเรือตำรวจนอกและเรือตำรวจ
 
ริ้วสายใน ขนาบข้างสายเรือพระที่นั่งมีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้าเรือเสือทยานชลและเรือเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือพิฆาตเรือรูปสัตว์ ๘ ลำ
และปิดท้ายริ้วสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาวและเรือเอกไชยหลาวทองซึ่งเป็นเรือคู่ชัก
 
ริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้ง และเรือแซง สายละ ๑๔ ลำ
 
 
สำหรับบทเห่เรือได้ประพันธ์ขึ้นใหม่ จำนวน ๓ องก์ โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ศิลปินแห่งชาติ
ส่วน นาวาเอกณัฏวัฒน์ อร่ามเกลื้อ เป็นผู้เห่เรือ สำหรับเครื่องแต่งกายฝีพายยึดถือรูปแบบเดิมตามโบราณราชประเพณี
 
เรือพระราชพิธี จํานวน ๕๒ ลํา ซึ่งเรือทุกลําทำจากไม้ มีอายุในการสร้างมาก โดยเฉพาะเรือพระที่นั่ง ทั้ง ๓ ลํา มีอายุมาก กล่าวคือ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างในรัชกาลที่ ๕ มีอายุกว่า ๑๐๒ ปี
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สร้างในรัชกาลที่ ๕ แล้วเสร็จสิ้นในรัชกาลที่ ๖ มีอายุ ๑๐๘ ปี เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างในรัชกาลที่ ๖ มีอายุ ๙๕ ปี
ส่วนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙ มีอายุ ๒๓ ปี ส่วนเรืออื่น ๆ ในขบวน โดยเฉพาะเรือรูปสัตว์แต่ละลํา มีอายุการสร้างนับร้อยปี 
 
ประชาชนจะได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความงดงามของประเพณีและวัฒนธรรมไทยของริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาติเพียงแห่งเดียวของโลก
และขอเชิญชวนประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ โดยเส้นทางเสด็จพระราชดําเนินเป็นเส้นทางเดียวกับที่เคยใช้มาตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
คือ เส้นทางจากท่าวาสุกรี ถึง ท่ามหาราช ในวันพฤหัสบดี ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ โดยพร้อมเพรียงกัน
 
 
 
 
 
 
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ จาก : เว็ปไซต์ กองทัพเรือ https://www.navy.mi.th/index.php/today/detail/content_id/17872
จำนวนการเข้าชม 2,556 ครั้ง